บทที่ 14 นังบ้าหายไป
เมื่อจัดการเรื่องที่ตนเองเข้ามาในเมืองเรียบร้อยแล้ว จูซื่อแวะซื้อซาลาเปา เพื่อกินระหว่างนั่งเกวียนกลับหมู่บ้าน ทั้งยังซื้อไปฝากหลิงเฟิ่งนางด้วย
“ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดขอรับ” ชุยหยุนเห็นผู้เป็นมารดานั่งมองว่าเมื่อใดเกวียนจะเต็มอย่างกระวนกระวาย
“ข้าเป็นห่วงเฟิ่งเออร์ ไม่รู้ว่านางจะกินข้าวแล้วหรือยัง” ยามนี้เป็นเวลามื้อกลางวันแล้ว เรือนอื่นไม่ค่อยได้กินมื้อกลางวันกัน แต่มิใช่กับตระกูลซ่ง นับตั้งแต่มีหลิงเฟิ่งนางมาอยู่ด้วย จูซื่อก็เพิ่มมื้อกลางวันให้นางอีกมื้อหนึ่ง
“ท่านแม่อย่าได้กังวล ป้าจินนางรับปากแล้ว ว่าจะดูแลเฟิ่งเออร์ให้” ชุยหยุนที่รู้ดีว่าหลิงเฟิ่งนางไม่ได้บ้า จึงไม่ได้กังวลเช่นผู้เป็นมารดา
“เอาเถิด ดูท่าข้าจะกังวลมากเกินไป” จูซื่อส่งซาลาเปาให้บุตรชายกินรองท้องไปก่อน อีกเกือบสองชั่วยาม กว่าจะเดินทางถึงหมู่บ้าน
ป้าจิน เตรียมข้าวให้หลิงเฟิ่งเรียบร้อย ก็มายืนร้องเรียกนางอยู่ที่ข้างเรือน ด้วยประตูหน้าเรือนถูกปิดแน่นหนา นางจึงทำได้เพียงแค่ส่งอาหารให้หลิงเฟิ่งตรงรั้วเท่านั้น
“เฟิ่งเออร์ เฟิ่งเออร์กินข้าวเร็ว” นางตะโกนเรียกอยู่นานก็ไม่เห็นว่าหลิงเฟิ่งนางจะโผล่หน้าออกมา
“ยายเฒ่า หรือว่านางจะหลับ” ลุงจินผู้เป็นสามีเอ่ยถามออกมา เมื่อเห็นว่าเรียกนานแล้ว ก็ไม่มีการตอบรับ
“รออีกประเดี๋ยว ข้าค่อยมาเรียกนางใหม่” ป้าจินถือถาดกลับไปที่เรือนของนาง
จิบถ้วยชา (ประมาณ15นาที) นางก็เดินมาร้องเรียกหลิงเฟิ่งใหม่ จนชาวบ้านที่กำลังกลับเรือน นางหยุดถามนางอย่างสงสัย ว่าจะร้องเรียกหญิงบ้าไปเพื่ออันใด
“อาจูกับอาหยุน เข้าเมือง จึงได้ฝากข้าให้ดูแลเฟิ่งเออร์ ข้าเรียกนางหลายรอบแล้ว แต่ไม่เห็นว่านางจะออกมา”
“เข้าไปดูในเรือนเลยไม่ดีกว่ารึ”
“อาหยุนปิดเรือนเสียแน่นหนา ข้าจะเข้าไปเช่นไร” นางถอนหายใจออกมา เมื่อครู่ลองเดินไปดูแล้ว จะให้ปีนรั้วเข้าไป หากตกลงมาคนมีอายุไม่น้อยแล้วเช่นนางบาดเจ็บขึ้นมาคงได้แต่นอนเป็นผักอยู่บนเตียง
“มา ข้าเอง” อาไฉ บุตรชายของป้าเหลียนอาสาปีนรั้วเข้าไปดูหลิงเฟิ่งภายในเรือนให้
เมื่อเข้าไปเปิดดูทุกห้อง ทั้งเดินหานางไปทั่วเรือนไม่พบ ก็วิ่งหน้าตื่นออกมาหาทุกคนที่อยู่หน้าเรือน
“ไม่มี!!!”
“สวรรค์ เจ้าหาดีแล้วรึ” ป้าจินยกมือขึ้นทาบอก
“ดีแล้ว ข้าเดินดูทุกห้อง ทั้งยังเดินทั่วเรือน ไม่เห็นแม้แต่เงาของนาง”
“หรือว่านางจะออกมาด้านนอกได้” มีชาวบ้านเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
“จะออกทางใดได้ หรือว่านางจะปีนรั้วออกมา” ป้าจินเริ่มหน้าเสีย
“ไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านให้ช่วยกันออกตามหานางก่อนเถิด” มีคนเสนอขึ้นมา ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปช่วยกันตามหาหลิงเฟิ่งภายในหมู่บ้าน
หากมิใช่เห็นแก่ความดีของแม่ลูกตระกูลซ่ง ชาวบ้านก็คงไม่ค่อยสนใจเรื่องของหลิงเฟิ่งมากนัก
พอหัวหน้าหมู่บ้านรู้เรื่อง ก็รีบเรียกชาวบ้านให้ช่วยกันออกตามหา แม้ตระกูลหลี่จะรู้เรื่องที่หลิงเฟิ่งหายไป แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะออกมาจากเรือนมาดูหรือสอบถามเรื่องราวเลยสักคน
กวงเจินกับหวงหลานที่เพิ่งจะเดินกลับมาถึงภายในหมู่บ้าน ก็ต้องตกใจ ที่ชาวบ้านเดินกันร้องเรียกหลิงเฟิ่งไปทั่ว
“เร็วนักเล่า” กวงเจินดึงแขนของหวงหลานเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าอย่าได้แตกตื่น มิเช่นนั้นจะโดนจับได้ เข้าไปช่วยตามหาเถิด” หวงหลานแม้จะหวาดกลัวเช่นกัน แต่ก็ยังใจกล้าเดินเข้าไปสอบถามความกับชาวบ้าน แล้วทำทีเป็นช่วยร้องเรียกหาหลิงเฟิ่งอีกแรง
“ในหมู่บ้านหาจนทั่วแล้ว เจ้าพอจะรู้ไหมว่านางยังมีที่ใดให้ไปอีก” หัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามาถามป้าเหลียน
“ลำธาร หรือว่านางจะไปเล่นน้ำที่ลำธาร” ป้าเหลียนร้องออกมาเสียงดัง
หากหลิงเฟิ่งนางเดินไปทางลำธารที่ท้ายหมู่บ้านจริง มิใช่ว่านางจะตกน้ำตายไปแล้วหรือ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่างก็รีบเร่งฝีเท้าไปทางลำธารทันที
หลิงเฟิ่ง นางกำลังสำราญอยู่ภายในมิติ โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้ภายในหมู่บ้านวุ่นวายกันมากเพียงใด นางทั้งอาบน้ำขัดตัว กินอาหารจนอิ่มท้อง ก่อนจะหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ
ผ่านไปนับสองชั่วยาม ที่ไม่พบร่องรอยการหายตัวไปของหลิงเฟิ่ง ผู้นำหมู่บ้านจึงให้ทุกคนหยุดหาก่อน แล้วรอให้สองแม่ลูกตระกูลซ่งเดินทางกลับมาจากในเมือง ค่อยคิดหาทางกันอีกที
เมื่อจูซื่อและชุยหยุนลงมาจากเกวียนวัว ก็พบชาวบ้านที่รอสองแม่ลูกอย่างกระวนกระวายอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน
“อาจู อาหยุนเจ้ากลับมาเสียที” ป้าจินเอ่ยเรียกอย่างละอายใจ
“มีเรื่องอันใดรึขอรับ ท่านป้า” ชุยหยุนเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี เมื่อเห็นสีหน้าของป้าจินและป้าเหลียน
“เฟิ่งเออร์ นางหายตัวไป ชาวบ้านออกตามหานางทั่วแล้ว แต่ก็ยังไม่พบนาง” ป้าเหลียนเป็นผู้ที่เอ่ยออกมา
“สวรรค์” จูซื่อแทบจะล้มไปกองกับพื้น ความกังวลที่นางมีก่อนหน้ามิใช่ว่านางคิดไปเอง
“นางจะหายไปได้อย่างไรกัน ท่านป้า ท่านหาดูดีแล้วใช่หรือไม่” ชุยหยุนใบหน้าแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
หลิงเฟิ่ง นางไม่ได้บ้า หากนางจะหายไปมีทางเดียวคือนางคิดหนีออกจากหมู่บ้าน แต่ถ้านางออกทางประตูเรือน ป้าจินย่อมต้องเห็นนาง
